6 โมงเช้าพรุ่งนี้ เปิดจราจร 3 เลน วงเวียนใหญ่มุ่งหน้าสะพานพุทธ-สะพานพระปกเกล้า
July 18, 2026 04:13 PM

“ชัชชาติ” เผย 6 โมงเช้า 19 ก.ค. เปิดจราจรฝั่งขาเข้า 3 เลน จากวงเวียนใหญ่ มุ่งหน้าสะพานพุทธ-สะพานพระปกเกล้า หลังไม่พบการทรุดตัวเพิ่ม ส่วนฝั่งกลับกันยังปิดจราจร ย้ำคำนึงความปลอดภัยสูงสุด

วันที่ 18 กรกฎาคม 2569 นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พร้อมด้วย นายวิศณุ ทรัพย์สมพล รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์กรณีน้ำรั่วไหลเข้าอุโมงค์โครงการรถไฟฟ้าบริเวณวงเวียนใหญ่ และประชุมร่วมกับการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) ผู้รับจ้าง หน่วยงานด้านวิศวกรรม และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อติดตามความคืบหน้าการแก้ไขปัญหา พร้อมกำชับให้ทุกหน่วยงานเร่งดำเนินการโดยยึดความปลอดภัยของประชาชนเป็นสำคัญ

จากการรายงานความคืบหน้าพบว่า สถานการณ์ขณะนี้เริ่มมีเสถียรภาพ โดยได้เติมน้ำลงในอุโมงค์ประมาณ 1,000 ลูกบาศก์เมตร เพื่อสร้างสมดุลแรงดันกับน้ำใต้ดิน ส่งผลให้ไม่มีน้ำรั่วไหลเพิ่มและไม่จำเป็นต้องสูบน้ำออกอีก ทำให้สามารถควบคุมสถานการณ์ได้ดีขึ้น ขณะที่ด้านการเสริมความมั่นคงของพื้นที่ ได้ดำเนินการฉีดสารเคมี (Chemical Grouting) แล้วกว่า 1,165 ลูกบาศก์เมตร ผ่านหัวเกราต์ 5 จุด ตั้งแต่ระดับความลึกประมาณ 37 เมตร ถึง 3 เมตรใต้ดิน เพื่อสร้างแนวกำแพงดินที่แข็งแรงรอบอุโมงค์ ลดการไหลกลับของน้ำและเพิ่มความมั่นคงของชั้นดิน

“ผลการตรวจวัดการทรุดตัวในช่วง 2 วันที่ผ่านมา พบว่าไม่มีการทรุดตัวเพิ่ม ขณะที่ผิวถนนเริ่มมีการคืนตัวขึ้นเล็กน้อย และการติดตามพื้นที่ในรัศมี 30 เมตรจากจุดเกิดเหตุ ยังไม่พบความผิดปกติเพิ่มเติม”

 

 

 

6 โมงเช้าพรุ่งนี้ เปิดจราจร 3 เลน ฝั่งมุ่งหน้าสะพานพุทธ-สะพานพระปกเกล้า

สำหรับการจัดการจราจร กรุงเทพมหานครจะเปิดการจราจรฝั่งขาเข้า มุ่งหน้าสะพานพระพุทธยอดฟ้า (สะพานพุทธ) และสะพานพระปกเกล้า จำนวน 3 ช่องจราจร ตั้งแต่วันอาทิตย์ที่ 19 กรกฎาคม 2569 เวลา 06.00 น. เพื่อทดสอบการเดินรถ ขณะที่ฝั่งขาออกจากสะพานพุทธมุ่งหน้าวงเวียนใหญ่ยังคงปิดการจราจร เนื่องจากต้องใช้พื้นที่สำหรับติดตั้งเครื่องมือและดำเนินการฉีดเกราต์ต่อเนื่อง พร้อมแนะนำให้ประชาชนใช้เส้นทางเลี่ยง โดยรถจากสะพานพุทธและสะพานพระปกเกล้า ให้เลี้ยวขวาบริเวณแยกบ้านแขกเข้าสู่ถนนอิสรภาพ

นายชัชชาติ กล่าวว่า การเปิดการจราจรเป็นไปตามผลการประเมินของทีมวิศวกรที่เห็นว่าสถานการณ์มีเสถียรภาพมากขึ้น แต่กรุงเทพมหานครยังคงยึดหลักความปลอดภัยต้องมาก่อน หากผลการติดตามพบความผิดปกติพร้อมปรับแผนการดำเนินงานทันที โดยจะไม่เร่งเปิดพื้นที่ทั้งหมดจนกว่าจะมั่นใจว่ามีความปลอดภัยอย่างแท้จริง

ขณะเดียวกัน ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร สั่งการให้ผู้รับจ้างติดตั้งเครื่องมือตรวจวัดเพิ่มเติม พร้อมรายงานผลทุกวัน และตรวจติดตามอาคารโดยรอบทุก 2 ชั่วโมง เพื่อประเมินความปลอดภัยอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ ในวันที่ 21-22 กรกฎาคม 2569 จะเชิญผู้แทนจากกรมโยธาธิการและผังเมือง วิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย (วสท.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมลงพื้นที่ตรวจสอบอาคารอพาร์ตเมนต์ที่ได้รับผลกระทบ เพื่อประเมินความปลอดภัยก่อนพิจารณาให้ประชาชนกลับเข้าพักอาศัย

โดยวันนี้ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ยังสั่งการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจและผู้รับเหมาอำนวยความสะดวกด้านการจราจรบริเวณ ซอยลาดหญ้า 1 ซึ่งเป็นเส้นทางลัดสำคัญ ห้ามมีรถจอดกีดขวาง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการระบายรถ พร้อมประสานการประปานครหลวง ติดตามแรงดันท่อประปาอย่างใกล้ชิด หากเกิดเหตุท่อประปาแตกรั่วให้เร่งปิดน้ำทันที เพื่อป้องกันผลกระทบต่อเสถียรภาพของชั้นดิน

สำหรับการดูแลประชาชน ขณะนี้มีผู้อยู่อาศัยในอาคารที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยงย้ายออกแล้วประมาณ 128 ห้อง ส่วนใหญ่พักอาศัยกับญาติหรือโรงแรม โดยยังมี 1 ห้องที่ไม่สามารถติดต่อได้ และอีก 1 ห้องไม่ประสงค์ย้ายออก ขณะที่ผู้ประกอบการและผู้ค้าบริเวณโดยรอบลงทะเบียนแจ้งความเดือดร้อนแล้ว 61 ราย ซึ่งกรุงเทพมหานครจะเร่งให้ความช่วยเหลือด้านที่พักอาศัยในระยะเร่งด่วน ส่วนแนวทางการเยียวยาระยะยาวจะหารือร่วมกับ รฟม. และผู้รับจ้างต่อไป

อย่างไรก็ตาม หน่วยงานที่เกี่ยวข้องประเมินว่า การซ่อมแซมและเฝ้าระวังพื้นที่ในระยะเบื้องต้นอาจใช้เวลาประมาณ 6 เดือน เพื่อให้มั่นใจว่าปัญหาน้ำรั่วซึมเข้าสู่อุโมงค์ได้รับการแก้ไขอย่างสมบูรณ์ โดยกรุงเทพมหานครจะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และดำเนินการทุกขั้นตอนโดยยึดความปลอดภัยของประชาชนเป็นสำคัญสูงสุด

© Copyright @2026 LIDEA. All Rights Reserved.