อาร์เจนตินาลงสนามที่ Atlanta Stadium เพื่อเผชิญหน้ากับอังกฤษในรอบรองชนะเลิศฟุตบอลโลก โดยตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบในช่วงพักครึ่ง หลังเสียประตูในนาทีที่ 55 อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เกิดขึ้นถัดมาคือการตอบโต้อย่างมีวินัยและไม่ยอมแพ้ในครึ่งหลัง จนสุดท้ายทำได้สองประตูในช่วงท้ายเกม พลิกชนะ 2-1 ผ่านเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศได้สำเร็จ
ช่วงเปิดเกมที่ยากลำบาก
ครึ่งแรกทั้งสองทีมต่างควบคุมเกมได้พอๆ กัน และไม่มีฝ่ายใดทำประตูได้ อาร์เจนตินามีโอกาสหลายครั้ง โดย Lionel Messi ถูกตัดสินล้ำหน้าในนาทีที่ 21 ขณะที่ Enzo Fernández เตะด้วยเท้าขวาจากนอกกรอบเขตโทษพุ่งสูงเกินเป้าเล็กน้อยในนาทีที่ 38 ความพยายามของ Messi ที่ยิงด้วยเท้าซ้ายจากระยะไกลถูกสกัดออกไป โดยมี Leandro Paredes รับเครดิตในการส่งบอลให้ครั้งนั้น ครึ่งแรกจบลงด้วยสกอร์ 0-0 แต่อาร์เจนตินาก็สะสมฟาวล์ไว้มากมาย โดย Giuliano Simeone และ Enzo Fernández ต่างเป็นผู้เล่นที่ทำฟาวล์บ่อยที่สุด
Lisandro Martínez ได้รับใบเหลืองจากการทำฟาวล์หนักในนาทีที่ 42 ซึ่งเป็นใบเหลืองใบแรกที่จะส่งผลต่อการเลือกตัวผู้เล่นในภายหลัง ส่วน Cristian Romero ก็ถูกตัดสินได้รับใบเหลืองในนาทีที่ 51 ของครึ่งหลังจากการทำฟาวล์หนักกับ Jude Bellingham ส่งผลให้อาร์เจนตินามีผู้เล่นสองคนที่อยู่ในอาการเสี่ยงถูกไล่ออกจากสนาม
Julián Alvarez กำหนดจังหวะเกมหลังพักครึ่ง
อาร์เจนตินาออกมาจากห้องแต่งตัวด้วยความเร่งด่วนมากขึ้น ในนาทีที่ 47 Julián Alvarez ซึ่งได้รับบอลจาก Messi ทดสอบ Jordan Pickford ถึงสองครั้งในช่วงสั้นๆ ครั้งแรกเป็นการยิงด้วยเท้าขวาจากมุมแคบหลุดออกไปเฉียดเสา จากนั้นความพยายามครั้งที่สองจากด้านขวาของกรอบเขตโทษถูก Pickford เซฟไว้ได้ที่มุมล่างขวา ความพยายามเหล่านั้นเป็นสัญญาณบอกถึงเจตนารมณ์ของทีมอาร์เจนตินาที่ยังคงบุกต่อเนื่อง แม้จะเสียประตูจากการยิงระยะใกล้ของ Anthony Gordon ในนาทีที่ 55 ก็ตาม
การเปลี่ยนตัวที่พลิกโฉมเกม
นาทีที่ 72 อาร์เจนตินาเปลี่ยนตัวผู้เล่นพร้อมกันหลายคน Rodrigo De Paul เข้ามาแทนที่ Giuliano Simeone, Nicolás Otamendi ลงมาแทนที่ Lisandro Martínez ที่ถูกจับตาดูเรื่องใบเหลือง และ Gonzalo Montiel เข้ามาแทนที่ Nahuel Molina การเปลี่ยนตัวเหล่านี้ช่วยเติมพลังงานสดใหม่ให้กับโครงสร้างทั้งในเชิงรุกและเชิงรับของอาร์เจนตินา การครอสของ De Paul หา Alexis Mac Allister เป็นจุดสำคัญในนาทีที่ 76 เมื่อลูกโหม่งของ Mac Allister ชนเสาซ้าย โดยในโอกาสเดียวกันนั้นยังมีลูกยิงของ Mac Allister ที่ถูกเซฟไว้ได้อีกครั้ง ขณะที่ Nico González ซึ่งลงมาแทน Leandro Paredes ในนาทีที่ 64 โหม่งจากกลางกรอบเขตโทษแต่ถูก Pickford เซฟไว้ได้ในนาทีที่ 69 โดยมี Messi เป็นผู้ครอสบอลให้
Enzo Fernández ตีเสมอ และ Lautaro Martínez ยิงตัดสิน
ขณะที่อังกฤษนำอยู่ 1-0 ในช่วงทดเวลา อาร์เจนตินาหาประตูตีเสมอได้ในนาทีที่ 85 Enzo Fernández ยิงด้วยเท้าขวาจากนอกกรอบเขตโทษเข้าไปที่มุมล่างซ้าย โดยมี Lionel Messi เป็นผู้ส่งบอลให้หลังจากการเตะมุม ประตูนั้นเกิดขึ้นเพียงไม่กี่วินาทีหลังจากที่ Pickford เพิ่งเซฟลูกยิงก่อนหน้าของ Fernández ที่มุ่งสู่กลางบนของประตู โดยมี Julián Alvarez รับเครดิตในความพยายามครั้งนั้น
อังกฤษแทบไม่มีเวลาตั้งสติ ในนาทีที่ 90+2 Lautaro Martínez ซึ่งลงมาแทน Nicolás Tagliafico ในนาทีที่ 81 โหม่งบอลจากระยะใกล้มากทำให้อาร์เจนตินาขึ้นนำ 2-1 นั่นคือช่วงเวลาชี้ขาด โดยในขณะเดียวกันนั้นเอง ลูกยิงของ Alexis Mac Allister จากนอกกรอบเขตโทษก็ถูกสกัดไว้เกือบพร้อมกัน
อาร์เจนตินาบริหารจังหวะที่เหลืออย่างมีสติ โดย Messi ได้รับฟาวล์เพื่อเตะฟรีคิกในนาทีที่ 90+9 ซึ่งช่วยให้ทีมถ่วงเวลาได้อย่างมีประสิทธิภาพ Rodrigo De Paul ได้รับใบเหลืองในนาทีที่ 90+4 แต่ก็ไม่อาจเปลี่ยนแปลงผลลัพธ์ได้ เมื่อเสียงนกหวีดนัดสุดท้ายดังขึ้น อาร์เจนตินาก็ทำการพลิกกลับได้สำเร็จ จากการตามหลังเกือบหนึ่งชั่วโมงไปสู่การยิงสองประตูภายในเจ็ดนาทีของช่วงทดเวลาพิเศษในครึ่งหลัง
ผลการแข่งขันครั้งนี้ทำให้อาร์เจนตินาได้เข้าสู่รอบชิงชนะเลิศฟุตบอลโลก ความแกร่งในครึ่งหลัง ทั้งการรับแรงกดดัน การเปลี่ยนตัวอย่างมีประสิทธิภาพ และการทำประตูในจังหวะที่สำคัญที่สุด คือสิ่งที่กำหนดนิยามของการแสดงในค่ำคืนนี้





