ถอดรหัสแผน PDP 2026 เมื่อ ‘สมการ Carbon Pricing’ เขย่าสัดส่วนพลังงานสะอาด
July 30, 2026 05:53 PM

ร่างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศหรือ PDP 2026 กำลังเข้าสู่ช่วงโค้งสุดท้ายของการจัดทำแผน ที่คณะอนุกรรมการจัดทำแผนฯ กำลังพิจารณาว่าจะบรรจุโรงไฟฟ้าประเภทใดบ้าง เข้าไว้ในแผนช่วง 25 ปี หรือปี 2593 ที่ต้องตอบโจทย์ทั้งความมั่นคงทางพลังงาน ราคาที่เหมาะสม และบรรลุการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี 2593 ได้อย่างไร
เพราะการจัดทำร่างแผน PDP 2026 ต่างไปจากอดีตค่อนข้างมาก จากเดิมการเลือกประเภทโรงไฟฟ้าเข้าสู่แผน เพื่อรับความต้องการไฟฟ้าที่จะเกิดขึ้นในอนาคต จะอิงอยู่กับต้นทุนทางการเงินพื้นฐาน เช่น ค่าก่อสร้าง ค่าเชื้อเพลิง และค่าบำรุงรักษา เป็นหลัก ซึ่งทำให้โรงไฟฟ้าฟอสซิลอย่างถ่านหินและก๊าซธรรมชาติ อยู่ในสมการที่จะผลิตไฟฟ้าเข้าสู่ระบบเรื่อยมา เพราะมีต้นทุนการผลิตตํ่า
แต่เมื่อร่างแผน PDP 2026 นำเอาหลักการ Carbon Pricing หรือการกำหนดราคาคาร์บอนแฝง (Shadow Carbon Price) เข้ามาสอดแทรกไว้ในสมการคำนวณต้นทุนการผลิตไฟฟ้าเฉลี่ยตลอดอายุโครงการ หรือ Levelized Cost of Electricity (LCOE) ซึ่งส่งผลให้ลำดับความคุ้มค่าของเชื้อเพลิงแต่ละประเภทถูกเขย่าใหม่ทั้งหมด เนื่องจากต้องชั่งนํ้าหนักระหว่างการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เพื่อบรรลุเป้าหมาย Net Zero กับการควบคุมโครงสร้างค่าไฟฟ้าไม่ให้กลายเป็นภาระหนักแก่ภาคประชาชนและภาคอุตสาหกรรมในอนาคต

ต้นทุนคาร์บอน เขย่าเชื้อเพลิงทุกประเภท

อย่างโรงไฟฟ้าถ่านหิน ซึ่งมีอัตราการปล่อยคาร์บอนเข้มงวดที่สุดในระดับเกือบ 1 ตันคาร์บอนไดออกไซด์ต่อเมกะวัตต์ชั่วโมง ก็ถูกบวกต้นทุนเพิ่มจนไม่เหลือความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ ส่งผลให้การบรรจุโรงไฟฟ้าถ่านหินใหม่ถูกตัดออกจากแผนอย่างสิ้นเชิง
ส่วนโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ ซึ่งปัจจุบันยังเป็นเชื้อเพลิงหลัก และเป็นโรงไฟฟ้าฐานสำคัญของประเทศ ก็ต้องเผชิญกับภาระต้นทุนคาร์บอนแฝงที่เพิ่มขึ้นตามมาเช่นกัน นำไปสู่ข้อถกเถียงว่า ควรจะจำกัดสัดส่วนก๊าซธรรมชาติลงมากน้อยเพียงใด หรือจะต้องบังคับให้โรงไฟฟ้าก๊าซฯ ปรับตัวไปใช้การผสมเชื้อเพลิงสะอาดอย่างไฮโดรเจน หรือติดตั้งระบบดักจับและกักเก็บคาร์บอน (CCUS) ซึ่งล้วนแต่มีต้นทุนการลงทุนที่สูงมหาศาล

ขณะที่การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน แม้ว่าจะไม่มีการนำ Carbon Pricing มาคำนวณเป็นต้นแฝง แต่ปัญหาคือเรื่อง “ต้นทุนซ่อนแฝง” ในการรักษาสเถียรภาพของระบบโครงข่ายไฟฟ้า จากการทะลักเข้ามาของพลังงานหมุนเวียนที่มีความผันผวนสูง ทำให้จำเป็นต้องคำนวณต้นทุนการจัดหาอุปกรณ์ต่างๆ ในการรักษาเสถียรภาพความมั่นคงของระบบ
รวมถึงระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ หรือ BESS และการปรับปรุงสายส่งให้เป็น Smart Grid และการสำรองโรงไฟฟ้าที่สามารถปรับกำลังการผลิตได้อย่างยืดหยุ่น เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของต้นทุนระบบรวม ซึ่งเมื่อบวกต้นทุนเหล่านี้กลับเข้าไปใน LCOE ของพลังงานหมุนเวียน ค่าไฟฟ้าเฉลี่ยจากพลังงานสะอาดแบบ Firm จึงไม่ได้ถูกลงอย่างที่เคยประเมินไว้ นำไปสู่โจทย์ยากในการจัดสรรภาระต้นทุนเหล่านี้ว่าจะถูกกระจายไปในโครงสร้างค่าไฟอย่างไรโดยไม่ให้กระทบต่อผู้บริโภค

SMR-BESS ตัวแปรใหม่ในแผน PDP

อีกทั้งนำ Carbon Pricing มาใช้ประเมินความคุ้มค่าของเทคโนโลยีพลังงานสะอาดทางเลือกใหม่ๆ ที่เตรียมจะถูกบรรจุลงในแผน โดยเฉพาะอย่างยิ่งโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก หรือ SMR ซึ่งได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นอย่างมากในฐานะโรงไฟฟ้าฐานที่ไม่ปล่อยคาร์บอนและมีความเสถียรสูง แต่เนื่องจาก SMR ยังเป็นเทคโนโลยีใหม่ที่ไม่มีข้อมูลต้นทุน LCOE เชิงพาณิชย์ที่ชัดเจนในระดับสากล การประเมินความคุ้มค่าเปรียบเทียบกับโรงไฟฟ้าฟอสซิลที่บวก Carbon Pricing แล้ว จึงต้องใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษ
เช่นเดียวกับโครงการนำเข้าไฟฟ้าพลังนํ้าจากต่างประเทศ และโครงการโรงไฟฟ้าชีวมวลในประเทศ ที่ต้องถูกประเมินทั้งด้านต้นทุนคาร์บอนและความมั่นคงในการจัดหาเชื้อเพลิงอย่างละเอียด
ยิ่งไปกว่านั้น การกำหนดราคาคาร์บอนแฝงแปรผันตามระยะเวลา ตั้งแต่ระดับตํ่าในระยะสั้นไปจนถึงระดับสูงในระยะยาวเพื่อสะท้อนมาตรการสากลอย่าง EU CBAM ก็เป็นตัวแปรที่ต้องอาศัยการพิจารณาอย่างรอบคอบ เพราะหากตั้งราคาคาร์บอนแฝงตํ่าเกินไป ประเทศจะเสี่ยงต่อการสร้างสินทรัพย์ด้อยค่าจากฟอสซิล แต่หากตั้งไว้สูงเกินไป ก็จะเป็นการเร่งให้ค่าไฟฟ้าของประชาชนพุ่งสูงก่อนเวลาอันควร

PDP 2026 กับโจทย์สมดุลค่าไฟ-พลังงาน

 ดังนั้น การจัดทำร่างแผน PDP 2026 จะแล้วเสร็จตามระยะเวลาในเดือนสิงหาคมนี้หรือไม่ คงต้องมาลุ้นกัน เพราะแผนพีดีพีฉบับนี้ จะไม่เพียงแค่ตอบโจทย์เป้าหมายการลดโลกร้อน แต่จะสามารถสร้างสมดุลระหว่างความมั่นคงทางพลังงาน ราคาที่เป็นธรรม และศักยภาพในการแข่งขันของประเทศบนเวทีโลกได้อย่างแท้จริง

© Copyright @2026 LIDEA. All Rights Reserved.