ทุกครั้งที่ได้มาเชียงราย สิ่งที่ทำให้การเดินทางครั้งนี้แตกต่างจากครั้งก่อน คือการได้แวะเข้าไปในวัดแต่ละแห่ง แม้จะอยู่ในจังหวัดเดียวกัน แต่บรรยากาศและความรู้สึกที่ได้รับกลับไม่เหมือนกันเลย บางวัดเงียบสงบท่ามกลางขุนเขาและต้นไม้น้อยใหญ่ บางวัดทำให้ต้องหยุดมองรายละเอียดของพุทธศิลป์ล้านนาที่ประณีต ขณะที่บางแห่งยังคงทิ้งร่องรอยของประวัติศาสตร์ไว้ให้ผู้มาเยือนได้ค่อย ๆ เรียนรู้ผ่านสถาปัตยกรรมและเรื่องราวของวัด
วัดพระธาตุดอยเวา ตำบลเวียงพางคำ อำเภอแม่สาย ก็เป็นหนึ่งในสถานที่ที่ให้ความรู้สึกเช่นนั้น ตัววัดตั้งอยู่บนเนินเขาใกล้ชายแดนไทย–เมียนมา ระหว่างทางก่อนถึงวัด จะค่อนข้างคึกคักไปด้วยร้านค้าที่เรียงรายอยู่สองฝั่งถนน ทั้งเสื้อผ้า ขนม ของใช้เบ็ดเตล็ด และสินค้านำเข้าจากจีน มีทั้งชาวไทยและเมียนมาที่ต้องสัญจรมาเที่ยวและทำงานได้เลือกซื้อกัน ทำให้การเดินขึ้นไปยังวัดไม่รู้สึกเงียบเหงา สามารถแวะเดินชมสินค้าระหว่างทางได้เรื่อย ๆ ผ่านทางขึ้นที่ลาดชันก็มาถึงเชิงดอยของวัดที่ต้องเดินต่อไปอีก เพราะวัดตั้งอยู่บนยอดดอย

หากใครอยากค่อย ๆ ซึมซับบรรยากาศก็สามารถเลือกเดินขึ้นบันไดได้ แต่หากต้องการความสะดวก ก็มีรถรับส่งของชาวบ้านคอยให้บริการอยู่บริเวณด้านล่าง คิดค่าบริการไป-กลับเพียง 30 บาท หรือหากเดินทางด้วยรถยนต์ส่วนตัว ก็สามารถขับขึ้นไปจอดบริเวณด้านบนได้เช่นกัน
ทันทีที่เดินเข้ามาภายในวัดพระธาตุดอยเวา ความรู้สึกแรกคือความแปลกตา กับโทนสีม่วงที่ใช้ทาเป็นโทนสีหลักของตัววัด จนอดไม่ได้ที่จะหยุดมองอยู่สักครู่ หลายคนอาจคุ้นกับวัดที่มีเอกลักษณ์ทางสีสันชัดเจนในจังหวัดเชียงราย เช่น สีขาวของวัดร่องขุ่น หรือสีน้ำเงินของวัดร่องเสือเต้น ซึ่งแต่ละแห่งต่างก็สร้างภาพจำในแบบของตัวเองได้อย่างเด่นชัด สำหรับวัดพระธาตุดอยเวา สีม่วงจึงกลายเป็นอีกหนึ่งอัตลักษณ์ที่ทำให้วัดแห่งนี้แตกต่างและจดจำได้ตั้งแต่แรกเห็น

จุดแรกต้องไปสักการะพระธาตุดอยเวา ระหว่างทางขึ้นบันไดจะมีพญานาคทอดยาวอยู่ตามราวบันได โดยถูกแต่งแต้มด้วยโทนสีม่วงอมชมพูที่เด่นสะดุดตา องค์พระธาตุดอยเวาสีทองอร่ามตั้งเด่นอยู่บนยอดดอย ตัดกับโทนสีของวัด เลยทีเดียว ซึ่งตามตำนานมีเรื่องเล่าที่สืบต่อกันมาว่า พระองค์เวา ผู้ครองนครโยนก เป็นผู้สร้างพระธาตุแห่งนี้ขึ้นเมื่อราว พ.ศ. 364 เพื่อบรรจุพระเกศธาตุของพระพุทธเจ้า โดยคำว่า “เวา” ในภาษาล้านนา หมายถึง “แมงป่องช้าง” ตลอดระยะเวลาหลายร้อยปีพระธาตุได้รับการบูรณะมาอย่างต่อเนื่อง

ระหว่างทางขึ้นหรือบริเวณองค์พระธาตุจะสังเกตเห็นรูปปั้นแมงป่องยักษ์ อาจจะไขข้อข้องใจได้รูปปั้นสะท้อนความหมายของชื่อวัด และในการบูรณะครั้งสำคัญได้มีการค้นพบผอบบรรจุพระบรมสารีริกธาตุภายในฐานเจดีย์ ก่อนจะอัญเชิญกลับไปประดิษฐานไว้ดังเดิม ด้านข้างองค์พระธาตุ ยังมีศาลาประดิษฐานรูปปั้นเหมือน ครูบาบุญชุ่ม ญาณสํวโร ผู้มีบทบาทสำคัญในการอุปถัมภ์และบูรณะพระธาตุแห่งนี้ด้วย

เมื่อเดินเข้ามายังบริเวณลานวัด จะพบกับวิหารทรงล้านนาโทนสีขาวตัดม่วงที่ตั้งเด่นอยู่ในพื้นที่ ภายในวิหาร ประดิษฐานพระพุทธรูปและปูชนียวัตถุอยู่หลายองค์ หนึ่งในองค์ที่สะดุดตาคือพระพุทธรูปปางนาคปรกสีขาวมุก องค์พระทรงเครื่องแบบมหาจักรพรรดิ ประดับด้วยเพชรพลอยหลากสีดูวิจิตรงดงาม อีกองค์ที่ให้ความรู้สึกต่างออกไป คือ พระเจ้าทองทิพย์สมปรารถนา พระพุทธรูปสีดำขลับ สันนิษฐานว่าเป็นศิลปะเชียงแสน สร้างในสมัยพญาแสนภู ผู้ครองเมืองเชียงแสนในอดีต ซึ่งองค์พระนี้มีที่มาจากพาอค้าชาวพม่านำมาขายให้กับอดีตเจ้าอาวาส จึงกลายเป็นพระพุทธรูปที่ผู้คนทั้งชาวไทยและชาวพม่าต่างให้ความเคารพสืบต่อกันมาจนถึงปัจจุบัน

อีกจุดที่ไม่ควรอยากพลาด คือ สกายวอล์คพระธาตุดอยเวา ซึ่งถือว่าเป็นสกายวอล์คที่อยู่เหนือสุดของประเทศไทย ตัวโครงสร้างเป็นทางเดินรูปทรงโค้ง ยาวประมาณ 150 เมตร โดยช่วงที่ไปมีบางส่วนปิดปรับปรุง ทำให้สามารถเดินได้เพียงด้านเดียว แม้จะไม่ใช่คนที่คุ้นกับความสูงนัก แต่เมื่อมาถึงตรงนี้ก็อยากลองขึ้นไปสัมผัสวิวบนยอดดอยด้วยตัวเอง จึงตัดสินใจก้าวขึ้นไปอย่างช้า ๆ ช่วงแรกเป็นพื้นตะแกรงเหล็กที่ให้ความรู้สึกมั่นคงพอสมควร ก่อนจะค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นแผ่นกระจกใส ทำให้ต้องหยุดหายใจอยู่ครู่หนึ่งแล้วค่อย ๆ ก้าวต่อไปอย่างระมัดระวัง พื้นด้านล่างมองเห็นแนวต้นไม้สีเขียวที่ปกคลุมอยู่ตามไหล่เขา ขณะที่สายตาเริ่มมองภาพเบื้องหน้าที่เป็นบ้านเรือนฝั่งเมียนมา และแม่น้ำสายที่ทำหน้าที่เป็นเส้นแบ่งธรรมชาติระหว่างสองประเทศ

บนสกายวอล์ค ยังมีการประดิษฐานพระธาตุเกศแก้วจุฬามณีให้ได้สักการะระหว่างเดินชมวิว เมื่อเดินต่อไปจนถึงอีกฝั่งของสกายวอล์คจุดสิ้นสุดทางเดอน จะเชื่อมไปยังจุดชมวิวซึ่ฃเป็นอาคาร 3 ชั้น ด้านบนสุดมีรูปปั้นพญานาคสีขาวประดิษฐานอยู่ บรรยากาศโดยรอบทำให้เรามองเห็นทิวทัศน์ทั้งภูเขาและแนวพรมแดนได้กว้างขึ้น แม้หัวใจจะยังเต้นแรงจากความสูงอยู่บ้าง แต่ภาพตรงหน้าก็ทำให้ลืมอาการเหล่านั้น หันมาชมวิวฝั่งท่าขี้เหล็กบ้านเรือนตึกสูงที่หนาแน่น มีผู้คนมองเห็นจากระยะไกลกำลังเดินอยู่บนถนน และมองยาวไปสุดสายตาจากจุดนี้ยังมองเห็นพระธาตุชเวดากอง องค์จำลอง และองค์พระพุทธรูปสีขาวอร่าม ของวัดถ้ำผาจม ฝั่งไทยอีกด้วย

ระหว่างทางเดินลงต้องภายใต้รูปปั้นพญานาคปรก ทางวัดได้มีการสร้างเป็นถ้ำเล็กๆ ที่ตกแต่งอย่างวิจิตร บรรยากาศภายในจำลองเป็นถ้ำหิน ดูขลังและเงียบสงบ ตรงกลางประดิษฐานองค์พระพรหมฤาษี 4 เศียร 8 กร ในท่านั่งสง่างาม รายล้อมด้วยพญานาคหลากสีที่ทอดลำตัวโอบล้อมอยู่ทั้งสองฝั่ง ราวกับกำลังปกปักรักษาสถานที่ศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้

เมื่อแสงไฟสะท้อนกับลวดลายกระจกสีที่ประดับบนองค์พญานาค ก็ยิ่งขับให้ภายในถ้ำเปล่งประกายสวยงามและมีชีวิตชีวา ยิ่งเดินเข้าไปใกล้ ก็ยิ่งสัมผัสได้ถึงความประณีตของงานศิลป์ ทั้งเครื่องทรง เครื่องสักการะ และรายละเอียดการตกแต่งทุกชิ้น ล้วนสะท้อนถึงแรงศรัทธาและความตั้งใจของผู้สร้าง เมื่อเดินลงมายังแต่ละชั้นของอาคาร ยังพบพระพุทธรูปและรูปเคารพตามความเชื่ออีกหลายองค์ประดิษฐานอยู่ตลอดเส้นทาง ให้ผู้มาเยือนได้แวะสักการะ ขอพร

วัดพระธาตุดอยเวา คืออีกหนึ่งจุดหมายที่ไม่ควรพลาด เมื่อก้าวขึ้นมาบนยอดดอยจะได้สัมผัสทั้งเรื่องราวของพระธาตุเก่าแก่ วิถีชีวิตของเมืองชายแดนไทย–เมียนมา และวิวพาโนรามาที่มองเห็นสองประเทศได้อย่างน่าประทับใจ


