“พร้อมพงศ์” ชี้ “ยิ่งลักษณ์” พบผู้นำอินโดนีเซีย ไม่มีนัยแฝง ย้ำเป็นเรื่องทุกฝ่ายต้องร่วมมือ วอนคนเห็นต่างอย่าผูกโยงความขัดแย้ง ปล่อยให้กฎหมายทำหน้าที่ เปิดโอกาสที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศ
วันที่ 17 กรกฎาคม 2569 นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ อดีตโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีกลุ่มเครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย (คปท.) ยื่นหนังสือต่อกระทรวงการต่างประเทศเกี่ยวกับ นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งร่วมคณะของ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เดินทางไปพบประธานาธิบดีอินโดนีเซีย ว่า ตนเคารพสิทธิของทุกฝ่ายในการแสดงความคิดเห็นและใช้สิทธิตามกฎหมาย ซึ่งเป็นหลักการสำคัญของระบอบประชาธิปไตย แต่การพิจารณาประเด็นดังกล่าวควรตั้งอยู่บนข้อเท็จจริง หลักกฎหมาย และข้อมูลที่รอบด้าน
นายพร้อมพงศ์ กล่าวต่อไปว่า การพบปะของบุคคลในต่างประเทศอาจเกิดขึ้นได้จากความสัมพันธ์ส่วนบุคคลหรือเครือข่ายระหว่างอดีตผู้นำ ขณะที่ความร่วมมือระหว่างประเทศต้องดำเนินไปตามกฎหมายของแต่ละประเทศ พันธกรณีระหว่างประเทศ และกระบวนการของหน่วยงานที่มีอำนาจ ทั้งนี้ จากข้อมูลเท่าที่ปรากฏต่อสาธารณะ การเดินทางครั้งนี้เป็นการหารือและแลกเปลี่ยนมุมมองด้านเศรษฐกิจ การลงทุน และความร่วมมือระหว่างกัน โดยไม่ปรากฏข้อเท็จจริงที่ชี้ว่ามีนัยทางการเมืองตามที่มีการกล่าวอ้าง ที่ผ่านมา นางสาวยิ่งลักษณ์ ไม่ได้ปรากฏการแสดงท่าทีต่อสาธารณะที่มุ่งสร้างความเสียหายต่อประเทศ และได้แสดงความห่วงใยต่อบ้านเมืองในหลายโอกาส
ในช่วงที่ประเทศไทยกำลังเผชิญความท้าทายด้านเศรษฐกิจ การสร้างรายได้ การดึงดูดการลงทุน การขยายการค้า และการส่งเสริมการท่องเที่ยว เป็นภารกิจสำคัญของประเทศ ดังนั้น ไม่ว่าจะเป็นผู้นำ อดีตผู้นำ นักธุรกิจ นักลงทุน หรือคนไทยที่มีประสบการณ์และเครือข่ายในเวทีระหว่างประเทศ หากสามารถใช้ศักยภาพดังกล่าวสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจภายใต้กรอบของกฎหมาย ความโปร่งใส และผลประโยชน์ของชาติ ก็ควรเปิดใจรับฟังและพิจารณา เพราะไม่ควรปล่อยให้ความเห็นต่างทางการเมืองมาปิดกั้นโอกาสของประเทศไทยและพี่น้องประชาชน
วันนี้สิ่งที่ประชาชนคาดหวังคือการฟื้นฟูเศรษฐกิจ เพิ่มรายได้ สร้างความเชื่อมั่น และยกระดับคุณภาพชีวิต ประเทศไทยจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน นักลงทุน นักธุรกิจ และผู้ที่สามารถประสานความร่วมมือกับต่างประเทศได้ หากทุกอย่างดำเนินไปภายใต้กรอบของกฎหมายและก่อให้เกิดประโยชน์ต่อประเทศและประชาชน ก็ถือเป็นโอกาสที่ประเทศไทยควรใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด
อดีตโฆษกพรรคเพื่อไทย เผยอีกว่า สำหรับกระบวนการทางกฎหมาย ควรปล่อยให้เป็นหน้าที่ของหน่วยงานที่มีอำนาจดำเนินการตามกฎหมายและพันธกรณีที่เกี่ยวข้อง หลักนิติธรรมไม่ได้มีไว้เพื่อเอาชนะกันทางการเมือง แต่มีไว้เพื่อคุ้มครองสิทธิ สร้างความเป็นธรรม และเสริมสร้างความเชื่อมั่นต่อกระบวนการยุติธรรม ประเทศไทยสูญเสียโอกาสจากความขัดแย้งทางการเมืองมานานแล้ว วันนี้ถึงเวลาที่ทุกฝ่ายจะร่วมกันลดความขัดแย้ง ปล่อยให้กฎหมายทำหน้าที่ และเปิดโอกาสให้ทุกความร่วมมือที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศเดินหน้าภายใต้กรอบของกฎหมาย เพราะเมื่อประเทศเดินหน้าได้ ผู้ที่ได้รับประโยชน์สูงสุดคือพี่น้องประชาชนคนไทยทุกคน